ประวัตพระครูบาน้อย เตชปญฺโญ แห่งวัด ศรีดอนมูล จังหวัดเชียงใหม่


เรียนกัมมัฎฐาน
การศึกษาพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในทางพุทธศาสนามีอยู่ ๓ ระดับ
๑.ระดับปริยัติ คือ การเรียนในขั้นทฤษฎี โดยมีอาจารย์หรือผู้รู้คอยแนะนำในการสั่งสอน
๒.ระดับปฏิบัติ คือ การลงมือกระทำหลังจากเรียนรู้ในเรื่องของปฏิบัติจนเข้าใจ แจ่มแจ้ง
๓.ระดับปฏิเวธ คือ การนำเอาหลักธรรมและหลักปฏิบัติมาประยุกต์กับการดำเนินกิจวัตรประจำวัน
 

พระครูบาน้อยจึงเป็นพระอีกรูปหนึ่งที่น่าสนใจในเรื่องของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่เสมอ ทั้งศึกษาจากหลวงพ่อครูบาผัดเองและศึกษาจากหนังสือที่ผู้รู้ต่าง ๆ ได้เขียนไว้ และในสมัยนั้นเรื่องของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานสำนักปฏิบัติที่โด่งดังในภาคเหนือมากที่สุด คือ พระครูบาเจ้าศรีวิชัยวัดบ้านปาง อ.ลี้ เป็นแบบอย่างและ ครูบาพรหมมา พรหมจักโก วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง ซึ่งในสมัยนั้นหลวงพ่อครูบาพรหมมาเป็นพระวิปัสสนากัมมัฏฐานชื่อดัง ที่ถ่ายทอดวิชากัมมัฏฐานให้แก่ พุทธศาสนิกชนผู้สนใจ รวมทั้งได้ถ่ายทอดแก่พระภิกษุสามเณรด้วย พระครูบาน้อย ท่านจึงได้กราบลาหลวงพ่อครูบาผัดเพื่อไปศึกษาในเรื่องวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดดังที่ครูบาน้อยจะคอยอบรมลูกศิษย์ลูกหาเป็นประจำว่า การศึกษา เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน และคนคือเครื่องมือในการพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชนตลอดจนถึงประเทศชาติ และท่านจะเน้นย้ำอยู่เสมอว่าการเกิดเป็นมนุษย์นี้จะต้องมี ศีลธรรมประจำใจ การเกิดเป็นมนุษย์นี้จะต้องเอาดีอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้ ไม่ใช่จะเอาทุกเรื่องแล้วไม่ดีเลย ดังนั้น หลังจากที่ท่านได้ศึกษาในเรื่องของกัมมัฏฐานจาก

หลวงพ่อครูบาพรหมมา พรหมจักโก ซึ่งปัจจุบันนี้ท่านจะเรียกว่า อาจารย์ ใหญ่ พอสมควรแล้วท่านจึงได้กราบลามาอุปัฏฐากหลวงพ่อครูบาผัด อันเป็นพระอาจารย์รูปแรกที่ได้ประสิทธิ์วิชาในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านอักขระภาษาล้านนา ด้านการรักษาโดยใช้ยาสมุนไพร ด้านสถาปัตยกรรมการก่อสร้างแบบล้านนาไทย รวมทั้งด้านเวทวิทยาคมตามเดิม

อาจารย์ผู้มีพระคุณ
และอีกท่านหนึ่งที่ครูบาน้อยได้รับการถ่ายทอดจากเกจิชื่อดังของล้านนาไทยก็คือ คำปะพรมน้ำมนต์ที่ท่านรับการถ่ายทอดมาจากหลวงปู่หล้าตาทิพย์ ( พระครูจันทสมานคุณ ) ซึ่งคำปะพรมน้ำมนต์นี้เป็นคำโคลงของล้านนาไทย ที่อวยพรไห้แก่คณะศรัทธาญาติโยมให้มีความสุขความเจริญในหน้าที่การงาน ตลอดถึงมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ดังนั้นเมื่อเราทำการสนทนาธรรมจากท่าน จึงมักจะเห็นท่านเอ่ยถึงอาจารย์ท่านนี้อยู่เป็นประจำ

อาจารย์ที่สอนพระครูบาน้อยในเรื่องต่าง ๆ เช่น อักขระภาษาล้านนาเรื่องของเมตตามหานิยม เรื่องของตำรับตำรายาสมุน ที่ท่านนับถือและเคารพสักการะมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็คือ หลวงพ่อพระครูมงคลคุณาธร ( หลวงปู่ครูบาคำปัน ) วัดหม้อคำตวง ซึ่งเป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่คอยให้คำปรึกษาในเรื่องของวัตรปฏิบัติพร้อมทั้งเรื่องของการครองเพศบรรพชิต พระครูบาน้อยได้เข้ารบสักระอีกรูปหนึ่ง ที่พระครูบาน้อยได้ศึกษาในด้านวิปัสสนากรรมฐาน ก็คือ (พระครูบาชัยวงค์ษา) วัดพระธาตุบาทห้วยต้ม อ.ลี้

แสวงหาความวิเวก
ครูบาน้อยท่านเป็นพระที่สนใจศึกษาในรสธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เป็นประจำดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นท่านจึงมักจะหาเวลาประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมอยู่เสมอยามที่โอกาสและเวลาจะเอื้ออำนวย ดังนั้น ครั้งหนึ่งท่านจึงได้ทำการออกธุดงค์เพื่อแสวงหาความสงบวิเวกในการประพฤติปฏิบัติธรรม โดยได้ธุดงค์ไปยังจังหวัดเชียงรายผ่านทางอำเภอดอยสะเก็ด ไปยังจังหวัดเชียงราย เข้าพะเยา และแพร่ วกกลับมาทางจังหวัดลำปางเข้าลำพูนจนถึงวัดศรีดอนมูล ท่านใช้เวลาในการเดินธุดงค์ประมาณ 1 เดือน เนื่องจากเหตุผลในเรื่องของ “หน้าที่” อันต้องรับผิดชอบและทำงานแทนหลวงพ่อครูบาผัดนี่เองจึงทำให้ครูบาน้อยมาพิจารณาว่า พระสงฆ์เราสามารถแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑.คามวาสี คือ
พระที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน หรือในเมือง มีหน้าที่สำคัญในการอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทให้กระทำความดี ละเว้นความชั่วและทำจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ
๒.อรัญวาสี คือ
พระที่อาศัยอยู่ตามวัดป่า หรือ ป่า พระประเภทนี้จะใช้เวลาในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน หรือสมถกัมมัฏฐาน เพื่อความพ้นจากกิเลสเรื่องเศร้าหมอง

จากเหตุผลนี้เองจึงทำให้ครูบาน้อยได้ทำการจัดสร้างสวนป่าปฏิบัติธรรม เพื่อใช้ในการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมของพร้อมทั้งพุทธศาสนิกชน จำนวน 15 ไร่ ซึ่งสวนป่าแห่งนี้ได้ใช้ในการปลูกป่า 3 ประเภท คือ

1. ไม้ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
2. ไม้สมุนไพรไทย
3. ไม้ในวรรณคดีไทย

โดยท่านตั้งใจจะมอบไว้กับพระพุทธศาสนา เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชน พระภิกษุ – สามเณร ในการปฏิบัติกรรมฐาน รวมทั้งเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในการสร้างป่าคู่แผ่นดินไทยต่อไป…

ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว พระครูบาน้อยท่านได้มาอยู่อาศัยเป็นลูกศิษย์ พร้อมกับคอยปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อครูบาผัดมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ดั่งนั้น ความผูกพันระหว่างความเป็นศิษย์กับอาจารย์จึงมีมากกว่าสิ่งใด ในปี พ.ศ. 2537 ครูบาผัดได้อาพาต เนื่องด้วยโรคลำไส้รุมเล้าหลายโรค 1. โรคเส้นเลือดตีบในสมอง (จะต้องผ่าตัดสมอง) 2.โรคลำไส้ติดเชื้อ 3.โรคหัวใจ 4.โรคความดันโลหิตสูง 5.โรคระบบทางเดินหายใจ  จากนั้นพระครูบาน้อยพร้อมกับลูกศิษย์จึงได้นำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการโดทันที และในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นมรสุมครั้งยิ่งใหญ่ของครูบาน้อยในเพศบรรพชิตนับตั้งแต่ท่านได้ดำรงสมณเพศมา เพราะว่ามรสุมได้รุมเร้าท่าน  หลายทางด้วยกัน

1.ต้องดูแลอาจารย์ของตนเอง คือ พระครูบาผัด ที่กำลังล้มป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล พร้อมกับโยมแม่ของท่าน ซึ่งต้องผ่าตัดลำไส้ใหญ่ อยู่โรงพยาบาลเดียวกัน
2.ต้องควบคุมดูแลการก่อสร้าง กุฏิสงฆ์ล้านนาญาณสังวราราม
3.ต้องควบคุมดูแลการก่อสร้างสะพาน ครูบาผัดสามัคคี


อาการของพระครูบาผัดในครั้งนั้นหมอที่รักษาอาการอยู่ ถึงกับบอกกับพระครูบาน้อยและคณะศิษย์ยานุศิษย์ว่าให้เตรียมใจไว้ เพราะอาการของพระครูบาผัดอยู่ในขั้นอาการหนักเต็มที เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ครูบาน้อย ก็มาได้ระลึกนึกถึงบุญคุณของครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ประพฤติปฏิบัติตามแนวคำสอนอันมี (พระครูบาเจ้าศรีวิชัย) นักบุญแห่งล้านนาไทย ซึ่งพระครูบาน้อยได้ยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติธรรมของท่าน

รวมทั้งพระครูบาพรหมา พรหมจักโก อันเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานของท่าน พระครูบาน้อยได้ระลึกนึกถึงวัตรปฏิบัติของพระครูบาอาจารย์เหล่านี้ พร้อมทั้งอุปสรรคต่าง ๆ ที่บูรพาจารย์เหล่านี้ ได้ประสบมา ดังนั้น พระครูบาน้อยจึงได้ทำการค้นคว้าวัตรปฏิบัติของพระครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยอย่างจริงจังจากหนังสือ ปั๊บสาภาษาล้านนาต่าง ๆ ที่มีอยู่ท่านจึงได้ค้นพบ วิธีการเข้านิโรธกรรม ของพระครูบาเจ้าศรีวิชัยที่เขียนไว้ในหนังสือ ประวัติของพระครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ดังนั้นพระครูบาน้อยจึงได้มารำลึกนึกถึงคุณของพระครูบาเจ้าศรีวิชัย และพระครูพิศิษฏ์สังฆการ

       ( ครูบาผัด ) ซึ่งกำลังนอนป่วยอยู่ทีโรงพยาบาล ท่านจึงได้ตั้งสัจจะอธิฐานที่จะถวายชีวิตมอบไว้กับพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งได้ตั้งสัจจะอธิฐานที่จะอุทิศชีวิตของท่านแลกกับชีวิตของพระครูบาผัดที่กำลังนอนป่วยอยู่ จากจุดนี้เองพระครูบาน้อยจึงได้ทำการเข้านิโรธกรรมตามแบบพระครูบาศรีวิชัย โดยท่านได้ปฏิบัติในครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537 แรกปฏิบัติในครั้งนี้ได้สร้างปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในบรรดาลูกศิษย์ทุกๆคนคือ ขณะที่พระครูบาน้อยได้ปฏิบัตินิโรธกรรมได้เพียง 2 วันเท่านั้น อาการของพระครูบาผัดที่หมอบอกให้ทำใจก็หายราวกับปาฏิหาริย์ เพราะพระครูบาผัดได้ลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกับให้หมอถอดสายน้ำเกลือรวมทั้งสายออกซิเย่นออกตัวท่านและเดินไปมาภายในห้องพักพิเศษ จากนั้นท่านก็ไปสรงน้ำพร้อมกับบอกให้ลูกศิษย์ที่เฝ้าดูอาการพากลับวัด

จากปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ครูบาน้อยได้ปฏิบัตินิโรธกรรมในหลาย ๆด้าน จึงทำให้ท่านเกิดความเลื่อมใสในการปฏิบัตินิโรธกรรมตามแบบครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ดังนั้นท่านจึงได้ทำการปฏิบัติเรื่อยมาจากครั้งแรก 3 วัน ครั้งที่สอง 5 วัน ครั้งที่สาม 7 วัน และครั้งสี่ 9 วัน นับตั้งแต่ปี่ที่ 5-6-7-8-9 เป็นเวลา 9 วัน และในปีนี้ถือได้ว่าเป็นปีที่ 10 แล้วที่ท่านได้ปฏิบัตินิโรธกรรม โดยในครั้งนี้ท่านจะได้ปฏิบัติเป็นเวลา 7 วัน 7 คืนด้วยกัน และปีที่ 11  7 วัน 7 คืนเช่นกัน( ความหมายในการเข้านิโรธกรรม แต่ละปี เข้า 3 วัน คือพระรัตน์ไตร พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ “ เข้า5 วัน คือ พระเจ้าห้าพระองค์ นะกะกุสันโธ โกนาคะมะโน กัสสะโป โกตะโม อริยเมตตัยโย “  เข้า 7 วัน คือ พระอภิธรรม 7 กัมปี สัง วิ ทา ปุกะยะปะ “ เข้า 9 วัน คือพระนวโรกุตรธรรมเจ้าเก้าประการ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 นั่นเอง )


ที่มา : www.watsridonmoon.com




 
http://www.jatukarmlanna.com
contact : master@jatukarmlanna.com
This is website best support resolution 1024 * 768 pixel